นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวที่มีความรู้ความสามารถด้านการแพทย์ นามว่า “ถานหยุนเสียน” ซึ่งฝ่าฟันกฏเหล็กตลอดจนปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นานา จนกลายเป็นหมอหญิงชื่อดังแห่งราชวงศ์หมิงในที่สุด

โดยละครได้นำเรื่องราวของหยุนเสียนมาผนวกรวมกับเรื่องราวของ “จักรพรรดินีซู่เซี่ยว” (หังฮองเฮา – ฮองเฮาพระองค์ที่ 2 ในจักรพรรดิจิ่งไท่) ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็นคนละคน แถมยังมีชีวิตอยู่คนละยุคสมัยกัน โดยหยุนเสียนมีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1461–1554 (พ.ศ. 2004-2097) ส่วนจักรพรรดินีซู่เซี่ยวสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 1456 (พ.ศ. 1999) หยุนเสียนในละครจึงต่างจากตัวจริงตรงที่ไม่เพียงเป็นหมอหญิงมากฝีมือ แต่ยังเป็นต้นเหตุของรักสามเส้า ทั้งยังเป็นพระสนมและฮองเฮาของฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงอีกด้วย

ละครเปิดฉากขึ้นในยุคกลางของราชวงศ์หมิง ซึ่งเป็นช่วงที่ปรัชญาลัทธิขงจื๊อใหม่* เป็นที่แพร่หลายและมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก แต่การมีหลักปรัชญาด้านจริยธรรมที่เคร่งครัดกลับทำให้ผู้หญิงมีสถานะทางสังคมด้อยกว่าผู้ชาย โดยหญิงสาวจากตระกูลขุนนางไม่อาจปรากฏกายในที่สาธารณะได้อย่างเปิดเผย (ต้องมีผ้าปกคลุมใบหน้า) ทั้งยังไม่มีสิทธิเป็นขุนนางหรือแม้กระทั่งหมอ พอถึงคราวล้มป่วยก็ไม่ได้รับการรักษา (จากหมอที่ล้วนเป็นผู้ชาย) อย่างทันท่วงทีด้วยความที่มีหัวอนุรักษ์นิยม (รักนวลสงวนตัว) หรือไม่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นชายก็ยึดมั่นในหลักจารีต จึงไม่ยอมให้หมอแตะเนื้อต้องตัวคนในครอบครัวที่เป็นสตรี ส่วนหมอตำแยหรือหมอชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงซึ่งมีอยู่น้อยนิดก็ถูกตั้งแง่รังเกียจว่าเป็นคนชั้นต่ำที่ชอบแส่เรื่องชาวบ้าน

ด้วยความที่ “จักรพรรดิหมิงอิงจง* ” (จักรพรรดิเจิ้งถ่ง) แห่งราชวงศ์หมิงทรงขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ ซุนไทเฮา* จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนและว่าราชการหลังม่านเรื่อยมา แม้กาลเวลาจะล่วงเลยจนฮ่องเต้ทรงเจริญวัย แต่ซุนไทเฮากลับไม่ยอมคืนพระราชอำนาจโดยนำเรื่องที่ฮ่องเต้ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะมาเป็นข้ออ้างหวังรักษาอำนาจทางการเมืองเอาไว้ ฮ่องเต้หนุ่มทรงเชื่อฟังคำยุแยงของขันที “หวังเจิ้น” (หรือ “หวังกงกง” ซึ่งปกครองสำนักตงฉ่าง*) จึงเริ่มแข็งข้อต่อซุนไทเฮา ซุนไทเฮาเลยแอบสั่งให้ “เฉิงอ๋อง* ” เดินทางมาเมืองหลวงอย่างลับๆ หมายแต่งตั้งให้เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เมื่อหวังเจิ้นรู้เข้าก็เกรงว่าตำแหน่งของตนจะสั่นคลอนจึงสั่งให้นักฆ่าของสำนักตงฉ่างลอบสังหารเฉิงอ๋องก่อนที่เฉิงอ๋องจะเดินทางมาถึงเมืองหลวง

เกร็ดความรู้
ปรัชญาลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo-Confucianism) ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญาขงจื๊อ ปรัชญาเต๋า และพุทธศาสนา แต่ปฏิเสธการเชื่อถือในโชคลางและเรื่องลึกลับของลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา

จักรพรรดิหมิงอิงจง ทรงเป็นฮ่องเต้พระองค์ที่ 6 และ 8 ของราชวงศ์หมิง เดิมชื่อองค์ชาย “จูฉีเจิน” เป็นพระโอรสของจักรพรรดิเซวียนเต๋อ และเป็นโอรสบุญธรรมของสนมซุน ทรงขึ้นครองราชย์เป็น “ฮ่องเต้เจิ้งถ่ง” ขณะมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา จึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขันทีหวังเจิ้น (ทรงเป็นฮ่องเต้วัยเยาว์พระองค์แรกของราชวงศ์หมิง) ระหว่างทำศึกกับมองโกลตามคำแนะนำของขันทีหวังเจิ้นพระองค์ทรงถูกจับเป็นเชลย เฉิงอ๋องซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระชนนีจึงถูกแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้ (จักรพรรดิจิ่งไท่) แทน นับแต่นั้นพระองค์จึงมีฐานะเป็น “ไท่ซ่างอ๋อง” (ฮ่องเต้สละราชย์) หลังถูกมองโกลปล่อยตัวในอีกหนึ่งปีต่อมา พระองค์ก็ถูกพระอนุชาที่กลายเป็นฮ่องเต้กักขังไว้ที่ตำหนักใต้ภายในพระราชวังต้องห้ามเป็นเวลาเกือบเจ็ดปี ก่อนยึดบัลลังก์กลับคืนมาได้เป็นผลสำเร็จ และทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้งโดยใช้รัชศก “เทียนซุ่น”

สำนักตงฉ่าง (ตงจีซื่อฉ่าง) คือ หน่วยสืบราชการลับสมัยราชวงศ์หมิงที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้และมีหัวหน้าเป็นขันที ก่อตั้งโดยจักรพรรดิหย่งเล่อ (ฮ่องเต้องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์หมิง)

เฉิงอ๋อง เดิมชื่อ องค์ชาย “จูฉีอวี้” เป็นพระโอรสองค์ที่สองของจักรพรรดิเซวียนเต๋อกับสนมอู่ หลังเกิดวิกฤตการตูมู่ (ทัพต้าหมิงพ่ายทัพมองโกล และฮ่องเต้เจิ้งถ่งซึ่งนำทัพด้วยพระองค์เองถูกจับเป็นตัวประกัน) พระองค์ทรงถูกแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้แทนที่พระเชษฐา หลังจากพระเชษฐาถูกมองโกลปล่อยตัว พระองค์ทรงมีรับสั่งให้พระเชษฐาไปประทับที่ตำหนักใต้ ทั้งยังให้องค์รักษ์คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนาเพราะเกรงว่าพระเชษฐาจะยึดบัลลังก์คืน แต่สุดท้ายก็ถูกพระเชษฐาโค่นบัลลังก์อยู่ดี

ไทเฮา (ฮองไทเฮา) คือ มารดาพระเจ้าแผ่นดิน หรือฮองเฮาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน